จำนวนคนอ่านล่าสุด 1265 คน

พระสมเด็จ หลังช้าง ธรรมจักร


พระสมเด็จ หลังช้าง ธรรมจักร

พระสมเด็จ หลังช้าง ธรรมจักร

พระสมเด็จ หลังช้าง ธรรมจักร


รายละเอียด :

9005                                                                                                บทความ โชค เพิ่มพูน                                                                  พระสมเด็จพิมพ์พระประธานพิธีช้างต้น รัชกาลที่๕                       วาระ 2449-2452 
รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงช้างต้นในพระราชวังดุสิตขึ้นด้วย เพื่อพระราชทานแก่พระเศวตอุดมวารณ์ ช้างต้นในรัชกาล ซึ่งได้ประกอบพระราชพิธีสมโภชขึ้นระหว่างเมื่อ พ.ศ.2449 และล้มไปในปี พ.ศ.2452 
ช้างเอราวัณ
เป็นช้างที่มีชื่ออยู่ในวรรณคดีบาลีกล่าวกันว่าเป็นช้างพาหนะของพระอินทร์ เรื่องราวของช้างเอราวัณที่ได้ พูดถึงกันนั้นจะเกี่ยวข้องกับประวัติของท้าวสักกะหรือพระอินทร์ผู้เป็นราชาแห่งเทพชั้นดาวดึงส์
ขอบคุณ คุณ Nopthana Suvoraphetkoon ที่นำมาแสดง ตรวจตามหลักวิทยาศาสตร์ธรรมขาติเบื้องต้น จนทราบความเป็นมาของพระสมเด็จช้างต้น รัชกาลที่๕
“ช้าง” ถือครองความเป็นเจ้าสถิติ “ความใหญ่ที่สุดในโลก” ของบรรดาสัตว์บกทั้งหมดทั้งมวลแล้ว สำหรับสังคมสยามและต่อมาจนเป็นสังคมไทยนั้น “ช้าง” ยังดำรงสถานะความเป็น “มงคล” ต่อสังคมและประเทศชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ช้าง” ยังเป็นหนึ่งใน “สัปตรัตนะ” หรือ “แก้วเจ็ดประการ” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิอีกด้วย
เมื่อมีช้างต้น ก็จำต้องมีโรงช้าง ซึ่งในรัชกาลที่ 1-4 นั้น โรงช้างต้นตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง และเมื่อมีการก่อสร้างพระราชวังดุสิตขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงช้างต้นในพระราชวังดุสิตขึ้นด้วย เพื่อพระราชทานแก่พระเศวตอุดมวารณ์ ช้างต้นในรัชกาล ซึ่งได้ประกอบพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางเมื่อ พ.ศ.2449 และล้มไปในปี พ.ศ.2452 
ในอดีตยามสงคราม กษัตริย์จะอัญเชิญพระชัยหลังช้างออกนำกระบวนทัพเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่กองทัพ
เจ้าพระยาปราบไตรจักร พระยาช้างเผือกในรัชกาลที่ 3-4 มีความยาวข้างละ 257 และ 290 ซม. 
งาคู่ที่สองเป็นงาของพระบรมคชลักษณ์ ช้างต้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ความยาว 248 ซม. และ
งาคู่ที่สามเป็นของพระเศวตวรวรรณ ช้างต้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นกัน มีความยาว 203 ซม.
ช้างมงคล ซึ่งน้อยคนจะรู้ว่า ช้างมงคลนั้นแบ่งออกเป็น 4 ตระกูลด้วยกัน ตามนามแห่งเทวะ หรือเทวดาผู้ให้กำเนิด นั่นก็คือ ช้างตระกูลพรหมพงศ์ พระพรหมเป็นผู้สร้าง หากมีช้างในตระกูลนี้มาสู่พระบารมี เชื่อว่าจะให้ความเจริญทั้งทางวัตถุและวิทยาการต่างๆ แก่เจ้าของ ส่วนช้างตระกูลอิศวรพงศ์ พระอิศวรเป็นผู้สร้าง เมื่อมีช้างตระกูลนี้มาสู่พระบารมี จะทำให้บ้านเมืองมีความเจริญด้วยทรัพย์และอำนาจ
ช้างไทยในสงครามประวัติศาสตร์
ในสมัยโบราณมีการใช้ช้างในการทำสงคราม ซึ่งถือว่าช้างนั้นเป็นกำลังสำคัญในการสู้ศึกเพื่อเอกราชของไทยเลยก็ว่าได้ การใช้ช้างในการทำสงครามนั้นได้มีการกล่าววิธีการต่อสู้เอาไว้ว่าพระเจ้าแผ่นดินหรือแม่ทัพก็จะใช้อาวุธของ้าวต่อสู้กันบนหลังช้าง ส่วนช้างที่ใช้ต่อสู้นั้นก็จะต่อสู้กับช้างของศัตรูช้างผู้ใดที่มีกำลังมากและสามารถสู้งัดช้างของศัตรู ก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบเพราะจะทำให้แม่ทัพนั้นสามารถใช้ของ้าวฟันคู่ต่อสู้ได้อย่างสะดวกและได้ชัยชนะ ซึ่งการรับชัยชนะนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของช้างและแม่ทัพด้วย ช้างศึกในสมัยโบราณนั้นมีมากมายหลายรัชสมัยโดยเริ่มจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในสมัยนี้พระองค์ได้รับช้างเผือกมาตัวหนึ่งซึ่งถือเป็นช้างเผือกแรกของกรุงศรีอยุธยา เลยก็ว่าได้จนพระองค์ได้รับพระราชสมัญญาอีกพระนามหนึ่งว่า พระเจ้าช้างเผือกและในสมัยพระมหาจักรพรรดิทรงใช้ช้างต่อสู้กับกองทัพของพม่าและได้เกิดตำนานพระศรีสุริโยทัยขึ้น นอกจากนี้ยังมีการรบบนหลังช้างที่สำคัญกับคนไทยมากที่สุดซึ่งถือเป็นการกู้เอกราชให้กับประเทศไทยเลยก็ว่าได้นั่นคือในสมัยสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชซึ่งเป็นการรบระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดีโดยช้างที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ในการทำศึกครั้งนี้คือเจ้าพระยาไชยานุภาพและเมื่อได้รับชัยชนะก็ได้สมญานามว่า เจ้าพระยาปราบหงสา ส่วนช้างที่พระสมเด็จพระเอกาทศรถผู้น้องทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร และต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีเมื่อครั้งที่ประชาชนเกิดความแตกแยกข้าศึกเข้าโจมตี พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นกำลังรวบรวมชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นโดยทรงใช้ช้างในการรบด้วยเช่นกัน
ประเทศไทยเป็นชาติหนึ่งที่มีประเพณีที่ถือปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลซึ่งในประเพณีเหล่านี้ก็เกิดจากความเชื่อความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยในประเพณี หรือ พระราชพิธีต่างๆนี้ก็ได้มีการนำช้างเข้ามาประกอบพิธีเพื่อเป็นมิ่งมงคล ในประเพณีของไทยแต่เดิมช้างเผือกเป็นช้างที่สำคัญในงานพระราชพิธี ซึ่งพระราชพิธีเหล่านี้ได้แก่ งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา และงานพระราชพิธีฉัตรมงคล การนำช้างเผือกขึ้นยืนที่แท่นเกยช้างด้านตะวันตกพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ในพระบรมมหาราชวังเพื่อประกอบ เกียรติยศจะต้องแต่งเครื่องคชาภรณ์ในรัชกาลที่ 3 ได้มีการปรากฏถึงการนำช้างพระที่นั่งยืนแท่นในการรับแขกเมืองไว้ในพระราชพงศาวดารดาวกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งนี้ในรัชกาลที่ 4 ที่กล่าวถึงในพระราชพิธีบวรราชาภิเษก พระบาทสมเด็จฯพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงช้างพระที่นั่งชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพพร้อมกันนี้ยังมีปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 5 กล่าวถึงการนำพระวิมลรัตนกิริณีช้างเผือกในรัชกาลที่ 4 แต่งด้วยเครื่องคชาภรณ์ออกยืนแท่นพร้อมกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปในพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่เกี่ยวกับการขอความสมบูรณ์ให้กับต้นข้าวพืชพันธุ์ของประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ช้างที่นำมาใช้งานในพระราชพิธีเช่นนี้จะต้องมีการสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญก่อนซึ่งพระราชพิธีนี้แบ่งออกเป็น 2 ภร คือพิธีสมโภชขึ้นระวางพระราชทานนามช้าง งานสมโภชช้างนั้นจะจัดเป็นเวลาเท่าไหร่
โรงช้างต้นเก่า ในพระราชวังดุสิต ข้างรัฐสภา ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ช้างต้นเป็นช้างเผือกโท คล้องได้ที่ป่าดงกระมุง แขวงเมืองสมบุกสมบุญ เจ้ายุติธรรมนครจำปาศักดิ์ น้อมเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๘ วันพุธ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๗ปีกุน จ.ศ.๑๒๓๗ รูปจำลองนี้จำลองขึ้นเพื่อนำทูลเกล้า ฯ ถวายเพื่อทอดพระเนตร และมีคำสั่งโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวาง จารึกชื่อความเป็นมา ลงบนแท่นหินอ่อน หรือฐานของรูปหุ่นช้างเป็นพระอารามหลวง ประจำรัชกาล
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx…
http://www.lib.ru.ac.th/journal/elephant-thaihistory.html 

โทร: 0971297060

ราคา: 0 บาท

หมวดพระ: พระยอดนิยมทั่วไป-ของเก่า-วัตถุโบราณ

0 ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบ ไม่สามารถโพสบทความหรือแสดงความคิดเห็นได้ เข้าสู่ระบบ